top of page
  • M.I.S.S.Consult

กับดัก ของ "การบริหารเวลา"


ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือมากๆ และชอบทำกิจกรรมต่างๆในเวลาเดียวกันด้วย แต่มักจะติดปัญหาเรื่องที่ว่า ไม่มีเวลา หรือ เวลาไม่พอ ซึ่งคิดว่าสิ่งนี้อาจจะเป็นข้อแก้ตัวที่ดีในกรณีต่างๆ สำหรับหลายต่อหลายคน (รวมทั้งตัวผู้เขียนด้วย) ทำให้ผู้เขียนไม่มีเวลาอ่านหนังสือมากนัก

หลายต่อหลายครั้งคนเราคิดว่าตัวเองไม่มีเวลาจริงเหรอ หรือว่าแค่ยกมาเป็นข้ออ้าง คนทุกคนมีเวลาในแต่ละวัน 24 ชั่วโมงเท่าๆกัน แต่ว่าทำไมบางคนสามารถทำอะไรได้มากมายในชีวิต แต่ขณะที่บางคนทำอะไรได้ไม่มาก ภายในช่วงเวลาที่เท่ากัน!

ผู้เขียนได้อ่านบทความของ รศ.ดร.พสุ เตชะรินทร์ จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งทำให้ได้ข้อคิดเกี่ยวกับคำว่า การบริหารเวลา ผู้เขียนเองเป็นคนหนึ่งที่คิดแต่ว่าทำอย่างไรให้บริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยได้อ่านหนังสือ how to มากมายในการบริหารเวลา แต่ว่ากลับใช้ได้ไม่มากกับชีวิตของตัวเอง ในทางกลับกัน ตัวผู้เขียนเองกลับไม่เคยได้ถามคำถามว่า อะไรคือปัญหาสำคัญที่ทำให้เรามีเวลาไม่พอ

บทความนี้มีประโยชน์กับตัวผู้เขียนมาก ทำให้สามารถบริหารเวลาได้ดีมากยิ่งขึ้น หวังว่าบทความนี้คงมีประโยชน์แก่ทุกคนด้วยเช่นกัน

Donald E.Wetmore ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารเวลาระบุไว้ว่า การบริหารเวลาที่ดีนั้นไม่ใช่การทำงานหนักหรือมากขึ้น แต่เป็นการทำงานอย่างชาญฉลาดขึ้นต่างหาก และสิ่งที่สำคัญคือ การบริหารเวลาที่ดีนั้น อยู่ที่การเลือกที่จะไม่ทำในสิ่งใด มากกว่าการเลือกที่จะทำสิ่งใด

Dr.Wetmore ได้ให้คำแนะนำไว้ว่าข้อผิดพลาดในการทำงานหรือดำเนินชีวิตของเราที่จะนำไปสู่การบริหารเวลาที่ไม่ดีนั้น มีด้วยกัน 5 ประการ คือ

1.การเริ่มต้นวันโดยไม่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า

ปกติผู้เขียนเป็นคนที่วางแผนไว้ล่วงหน้าในเรื่องอนาคต แต่จะวางแผนเป็นเดือน แล้วจะกะคร่าวๆว่าจะเสร็จในช่วงไหนของเดือน แต่ว่าไม่เคยวางแผนประจำวัน แต่ในบทความนี้จะให้เราลองสำรวจตัวเองว่าในทุกๆวันที่ไปทำงานนั้น เรามีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าเราจะทำอะไรบ้าง เรื่องใดเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำให้เสร็จในวันนั้นหรือไม่ เนื่องจากถ้าเราเริ่มต้นวันด้วยการไม่วางแผนไว้ล่วงหน้าให้ชัดเจน เมื่อไปถึงที่ทำงานเรามักจะตอบสนองต่อสิ่งที่ผู้อื่นเรียกร้องจากเรามากกว่าสิ่งที่เราอยากจะทำ/สิ่งที่ต้องทำ เหมือนกับว่าการไปถึงที่ทำงาน โดยขาดแผนการทำงานที่ชัดเจนจะทำให้โหมดการทำงานของเราเป็นเชิงรับ จะสนองแต่ความต้องการของคนอื่น และถ้าเราไม่รู้จักที่จะเป็นผู้นำในการบริหารเวลาของตนเอง ก็ย่อมมีคนอื่นเขามาช่วยบริหารหรือใช้เวลาของเรา ดังนั้น สิ่งที่เราจะประสบคือเราจะทำงานหนักแต่สิ่งที่เราทำนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่เราควรทำ

ข้อแนะนำ ในช่วงเช้าของทุกวันลองวางแผนไว้ล่วงหน้า ว่าวันนั้นเราจะทำอะไร อย่างไรบ้าง อย่าไปถึงที่ทำงาน แล้วปล่อยให้ผู้อื่นบริหารเวลาของเราหรือขโมยเวลาของเราไป

2.การสร้างความสมดุลให้กับชีวิต

ปกติผู้เขียนเป็นอีกคนหนึ่ง ที่ไม่เคยคิดถึงความสมดุลอื่นๆ นอกเหนือจากสมดุลเวลาการทำงานและครอบครัว ซึ่งจะพยายามจัดเวลาให้เกิดความสมดุลของทั้งสองอย่าง แต่จริงๆแล้วในบทความนี้ได้กล่าวถึงอีก 5 ประการที่พวกเราควรสร้างความสมดุล

นั่นคือเราควรแบ่งเวลาการใช้ชีวิตของเรานั้นประกอบด้วย 7 ด้านที่สำคัญ คือสุขภาพ ครอบครัว การเงิน สติปัญญา สังคม วิชาชีพ และจิตใจ(Spiritual) ซึ่งไม่ได้หมายความว่าใน 24 ชั่วโมงของวัน เราจะต้องแบ่งเวลาให้ครบทั้ง 7 ด้าน แต่ในระยะยาวแล้วการแบ่งเวลาให้เกิดความสมดุลระหว่างทั้ง 7 ด้านนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ และที่สำคัญคือทั้ง 7 ด้านนั้นมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ ถ้าเราไม่แบ่งเวลาให้กับสุขภาพ ก็จะนำไปสู่ครอบครัวและสังคมที่แย่ไปด้วย

ข้อแนะนำ ลองสำรวจตัวเองดูว่าได้แบ่งเวลาในชีวิตของเราตาม 7 ด้านข้างต้นหรือไม่ แล้วแบ่งเวลาให้เกิดความสมดุลในระยะยาวหรือไม่ อย่างไร

3. ต้องไม่ทำงานบนโต๊ะหรือบริเวณที่รก

ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญมากสำหรับตัวผู้เขียนเอง เนื่องจากว่าในขณะนี้แล้ว ห้องนอผู้เขียนเองได้กลายเป็นห้องเก็บของโดยปริยาย ซึ่งไม่ได้เก็บสิ่งของอย่างอื่นเลย นอกจากหนังสือ เพราะเป็นคนที่รักหนังสือมาก จะเก็บหนังสือทุกเล่มที่เรียนมาตั้งแต่มัธยมต้น จนถึงปัจจุบัน(ปริญญาโท) ได้ขนหนังสือทุกเล่มที่เรียนในต่างประเทศกลับมาที่เมืองไทยซึ่งหนักประมาณ เกือบ 40 กิโลกรัมได้ ซึ่งทำให้แทบไม่มีน้ำหนักเหลือในการซื้อของฝากและของใช้ส่วนตัวมากนัก

ทำให้ในปัจจุบันนี้ ไม่สามารถนอนในห้องนอน เพราะถ้านอน เป็นไปได้ว่าหนังสืออาจล้มทับตัวเอง ตอนนี้กำลังจัดระเบียบหนังสือใหม่หมด โดยจะซื้อตู้หนังสือ แล้วแบ่งเป็นหมวดหมู่ คล้ายๆที่ห้องสมุดทำ เนื่องจากว่า แต่ละครั้ง ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการหาหนังสือ หรือเอกสารที่เราต้องการอ่าน ตอนนี้ได้แนวคิดใหม่ และทำใหม่แล้วเพราะบทความนี้

ในบทความนี้ได้กล่าวถึงผลวิจัยชี้ให้เห็นว่าการที่เราท